ความลับของยีราฟ

ความลับของยีราฟ สุดยอดสัตว์โลก

ความลับของยีราฟ

ความลับของยีราฟ สุดยอดสัตว์โลก

Donn มีนาคม 3, 2020
ความลับของยีราฟ

เมื่อปี 2016 นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งพอเข้าใจบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับ ความลับของยีราฟ อย่างครบถ้วน (ถึงแม้ยังเป็นที่คัดค้านกันอยู่) ก่อนหน้านั้น วิชาความรู้ที่เชื่อกันมานานเกี่ยวกับยีราฟมีอยู่ว่า พวกมันมีประเภทเดียว นั่นคือ Giraffa camelopardalisi แม้กระนั้นการวิเคราะห์กรรมพันธุ์ในตอนนี้ชี้ว่า แท้จริงแล้วยีราฟมีอยู่ร่วมกันสี่จำพวก แล้วก็อีกทั้ง สี่สายพันธุ์ ยังสามารถแบ่งย่อยได้เป็นห้าประเภทย่อย เมื่ออิงกับอนุกรมวิธานใหม่แล้ว ชนิดย่อยสามในห้าจำพวกพูดได้ว่า มีทิศทางใกล้สูญพันธุ์ (vulnerable: VU) ใกล้สิ้นพันธุ์ (endangered: EN) หรือใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered: CR) ทั่วแอฟริกา ประชากรยีราฟต่ำลงแทบปริมาณร้อยละ 40 ตลอดตอนสามสิบปีที่ล่วงเลยไป ทำให้เหลือยีราฟอยู่ในโลกเพียงแค่ราว 110,000 ตัวแค่นั้น

จูเลียน เฟนเนสซี ผู้อำนวยการร่วมของมูลนิธิอนุรักษ์ยีราฟ หรือจีซีเอฟ (Giraffe Conservation Foundation: GCF) เรียกสิ่งนี้ว่า “การสูญพันธุ์อย่างเงียบๆ” เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่า ยีราฟอยู่ดีมีสุขตามธรรมชาติ อาจเป็นเพราะเห็นพวกมันดาษดื่นอยู่ตามสวนสัตว์และเป็นสัตว์สตัฟฟ์

อันที่จริง ในบางพื้นที่ของแอฟริกา ยีราฟ ยังอยู่ดีมีสุขจริง ในแอฟริกาใต้และนามิเบียที่ซึ่งฟาร์มเลี้ยงสัตว์สำหรับล่าทำให้จำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น และคนสามารถล่ายีราฟได้อย่างถูกกฎหมาย ประชากรยีราฟเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วง 20-30 ปีให้หลัง ทว่าในแอฟริกาตะวันออก ยีราฟลายร่างแหและยีราฟมาไซกำลังเผชิญอนาคตที่มืดมนกว่า “สิ่งที่กำลังคร่าชีวิตยีราฟในเคนยาตอนใต้คือรั้ว ซึ่งเป็นภัยคุกคามมากกว่าการลักลอบล่าสัตว์ ยีราฟกระโดดข้ามรั้วไม่ได้ นั่นหมายความว่า ถิ่นกระจายพันธุ์หรือถิ่นที่อยู่ของพวกมันกำลังถูกตัดทอนออกเป็นส่วนๆ” อาร์เทอร์ เมอเนซา ผู้ประสานงานของจีซีเอฟในแอฟริกาตะวันออก บอก การเติบโตของประชากร การที่ปศุสัตว์และเล็มหญ้ามากเกินไป และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้คนเลี้ยงปศุสัตว์กับชาวไร่รุกล้ำพื้นที่ป่าและถิ่นอาศัยของยีราฟ ขณะเดียวกัน ประชากรยีราฟนูเบียซึ่งพบได้มากที่สุดในยูกันดา ลดลงมากถึงร้อยละ 97 ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้พวกมันกลายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

ความรู้ที่เชื่อกันมานานเกี่ยวกับยีราฟมีอยู่ว่า พวกมันมีชนิดเดียว นั่นคือ Giraffa camelopardalisi แต่การวิเคราะห์พันธุกรรมในปัจจุบันชี้ว่า แท้จริงแล้วยีราฟมีอยู่ด้วยกันสี่ชนิด และทั้งสี่สายพันธุ์ยังสามารถแบ่งย่อยได้เป็นห้าชนิดย่อย

ทุกอย่างเกี่ยวกับลักษณะทางกายวิภาคของยีราฟดูจะแตกต่างอย่างสุดโต่ง ไม่ว่าจะคอยาวขึ้นชื่อ ขนตายาวๆ ขาเก้งก้าง (ยาวที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด) ดวงตา (กว้างที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) กะโหลกยืดยาว และลิ้นยาวเหมือนงวงสีม่วงคล้ำ ซึ่งแลบออกมาได้ยาวครึ่งเมตรและตวัดรูดกิ่งอะเคเซียที่มีหนามแหลม กระทั่งหัวใจที่สูบฉีดเลือดในแนวดิ่งได้มากกว่าสัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ก็อาจยาวมากกว่า 60 เซนติเมตร และมีผนังหัวใจห้องล่างหนากว่าเจ็ดเซนติเมตร

ยีราฟมีความดันเลือดสูงที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งปวงเท่าที่รู้ แต่ว่าพวกมันสามารถก้มหน้าถึงพื้นซึ่งอยู่ลดน้อยลงไปห้าเมตรได้อย่างเร็วโดยไม่หน้ามืดเป็นลมเป็นแล้ง การที่พวกมันนั่งแล้วก็ลุกยืนได้ยากเย็นแสนเข็ญ ทั้งบอบบางเป็นพิเศษเมื่ออยู่บนพื้น ยีราฟก็เลยมักนอนเพียงแค่ทีละไม่กี่นาที (เป็นการเกิดที่ยากจะมองเห็นในธรรมชาติ) พวกมันบางทีอาจอยู่ได้นานยาวนานหลายสัปดาห์โดยไม่ต้องกินน้ำ รวมทั้งอาศัยเพียงแค่ความชื้นที่ดูดจากใบไม้ เฟนเนสซีจากจีซีเอฟ เฝ้าพินิจยีราฟในทะเลทรายของนามิเบียอยู่นานถึงห้าปี ก่อนที่จะมองเห็นมันแบะขาออกเพื่อก้มตัวลงกินน้ำจากแอ่งน้ำบนพื้นอย่างทุลักทุเล

อันที่จริง เรายังไม่รู้อยู่ดีว่า ทำไมยีราฟถึงต้องมีคอยาวแบบนั้น นิโกส ซูลูเนียส นักชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการบอกว่า ยีราฟวิวัฒน์ขึ้นในอนุทวีปอินเดีย แล้วอพยพจากเอเชียมายังแอฟริกาเมื่อราวแปดล้านปีก่อน แต่โอคาพี ญาติใกล้ชิดที่สุดของยีราฟที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นเขตศูนย์สูตรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กลับไม่มีคอยาวอย่างญาติของมัน

ทุกอย่างเกี่ยวกับลักษณะทางกายวิภาคของยีราฟดูจะแตกต่างอย่างสุดโต่ง ไม่ว่าจะคอยาวขึ้นชื่อ ขาเก้งก้าง (ยาวที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด) ดวงตา (กว้างที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) กะโหลกยืดยาว และลิ้นยาวเหมือนงวง หรือกระทั่งหัวใจที่สูบฉีดเลือดในแนวดิ่งได้มากกว่าสัตว์บกเลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ

ยีราฟเป็นช่างแต่งทรงพุ่มแต่กำเนิด พวกมันเล็มรับประทานต้นอะเคเซียจนถึงมีทรงนาฬิกาทรายที่มีพุ่มไม้ผายออกข้างบน เหนือเส้น “ลองเชิง” ที่คอยาวๆรวมทั้งลิ้นยืดๆของมันไม่อาจจะเอื้อมถึงได้ ด้วยเหตุนี้การที่คอยาววิวัฒน์ขึ้นเพื่อให้โอกาสให้หาเลี้ยงชีพได้ในที่สูง แล้วก็เป็นจุดที่สัตว์ตัวเตี้ยกว่าเอื้อมไม่ถึง ก็เลยเกิดเรื่องสมเหตุผล แต่ว่านักค้นคว้าปริมาณหนึ่งชี้ว่า ที่จริงแล้วคอยาวของยีราฟมีบทบาทสำหรับเพื่อการเลือกทางเพศ (sexual selection) ผลดีหลักของมันก็เลยไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการหาอาหาร แต่ว่าช่วยทำให้เพศผู้สู้กันด้วยหัวที่แกว่งไปมาซึ่งมีหัวกะโหลกครึ้มเป็นพิเศษในยามช่วงชิงเพศภรรยาที่เป็นสัด หรือเปล่าคอยาวๆก็บางทีอาจช่วยสัตว์ที่ออกจะไม่มีแนวทางปกป้องอย่างยีราฟให้ดูได้สูงขึ้นยิ่งกว่าสัตว์อื่นๆเพื่อมองเห็นสัตว์นักล่าจากระยะไกลได้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งที่พ่วงมาพร้อมกับคอยาวๆของยีราฟ เป็นความเงียบงันจนถึงน่าฉงน ยีราฟเกือบจะไม่เคยแผดเสียงอะไรก็แล้วแต่และไม่ติดต่อกับพวกเดียวกันโดยใช้สัญญาณใดๆที่หูมนุษย์ได้ยิน ความเงียบของมันน่าแปลกเพิ่มขึ้นเมื่อนึกถึงความจริงที่ว่า พวกมันเป็นสัตว์สังคมที่อาศัยอยู่ในสังคมแบบแยกกันอยู่และก็รวมกันอยู่เป็นพักๆ(fission-fusion society) สัตว์อื่นๆที่มีสังคมลักษณะนี้ ได้แก่ ช้างรวมทั้งลิงชิมแปนซี มักเป็นสัตว์ช่างจ้อ สิ่งนี้ทำให้นักค้นคว้าบางบุคคลเสนอแนวความคิดว่า ยีราฟบางทีอาจแผดเสียงอินฟราซาวนด์ หรือคลื่นใต้เสียงความถี่ต่ำ เพื่อติดต่อสื่อสารกันในระยะทางไกล (ราวกับเสียงฮึมฮัมความถี่ต่ำของช้าง) แม้กระนั้นหลักฐานเท่าที่มียังไม่ชัดแจ้ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *